นางพยาบาลกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ทำไมชอบหน้าบึ้ง แถมยังชอบตะคอกใส่ชาวบ้าน

เริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยความโมโหจริงๆ เพราะเมื่อคืนตอนสี่ทุ่มฝนตกหนักมาก ก็พากันวิ่งวุ่นออกไปเก็บข้าวของที่อยู่ข้างนอก ทั้งออกไปดูหมา ดูแมว กลัวจะโดนฝนเป็นหวัด พอดีพ่อดั้นเดินไปเตะก้อนหิน หกล้ม เป็นแผลที่เท้า และเข่าก็เป็นรอยถลอก เรานี่น้ำตาแทบไหล พ่ออายุ 70 ปีแล้ว ที่สำคัญ พ่อเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง พร้อมอีกสารพัดโรคที่มาเป็นแพคเก็จ เรานี่ทิ้งของทุกอย่างไปช่วยพยุงพ่อ แม่ก็วิ่งวุ่นเก็บของใหญ่

สรุปว่ากว่าจะเก็บของเรียบร้อยก็ใช้เวลาพอสมควร ก็เลยได้มานั่งดูอาการพ่อชัดๆ เราถึงกับร้องโอ้ว!!! เท้าพ่อเป็นแผลมีเลือดไหล เข่าก็มีรอยฟกช้ำ รอยถลอก แต่พ่อไม่บ่นสักคำ เรานี่เข่าแทบทรุดเลย เพราะรู้มาว่าคนเป็นเบาหวาน หมอให้ระวังเรื่องการเป็นแผลมาก ไม่ให้ทำอะไรที่เสี่ยงให้เกิดแผล เรากับแม่ตกใจมาก ก็เลยต้องรีบพาพ่อไปโรงพยาบาลทันที

เราก็ขับรถฝ่าความมืดไปท่ามกลางสายฝน ไปถึงโรงพยาบาลก็เกือบห้าทุ่มแล้ว ไม่มีคนไข้แล้ว เราแปลกใจเอ๊ะ !! ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่รถเข็ญมารับผู้ป่วย จนเราต้องวิ่งไปเรียกถึงมา แถมพอมาถึงทำหน้าตาบูดบึ้งใส่เราอีก เราก็ได้แต่กำหมัด “อดทนไว้นะใจ” พอไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินก็ต้องไปนั่งสัมภาษณ์อาการเบื้องต้นกับพยาบาลก่อน เขาก็ถามโน่นนี่นั่น เรามองหน้าพ่อก็รู้ว่าพ่อเจ็บมาก แทนที่จะพาพ่อไปทำแผลก่อน อาการอะไรถามเราก็ได้ เราก็รู้นะว่ามันเป็นขั้นตอน แต่ดูอาการผู้ป่วยก่อนไหม้ แล้วเวลาพยาบาลถามพ่อ พ่อก็ตอบเสียงเบาๆ เพราะแกเจ็บแผล พยาบาลก็ตะคอกใส่ “พูดดังๆหน่อยลุง พูดเบาขนาดนั้นใครจะได้ยิน” หือ!!! เรานี่แทบจะทนไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวเขียนจดหมายร้องเรียนซะเลย

กว่าจะสัมภาษณ์อาการกันเสร็จ ได้เข้าห้องฉุกเฉินไปพบหมอ เออ! ค่อยยังชั่วหน่อย เจอหมอพูดจาดีมาก ดูแลดี ให้พยาบาลมาทำแผลให้พ่อ และคอยพูดถามไถ่อาการพ่อ ต้องชื่นชมหมอคนนี้พูดจากับคนไข้ดี ดีกว่าคนเข็ญรถกับพยาบาลหน้าห้องซะอีก พอจะทำให้เราใจเย็นลงก็เลยมานั่งฟังหมออธิบายถึงเรื่องการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ก็เลยได้ความรู้ดีดี เอามาฝากทุกคนด้วย ใครมีญาติเป็นโรคเบาหวาน ความรู้นี้เป็นประโยชน์มากๆเลย เราก็พอจะสรุปคร่าวตามนี้นะ

เรื่องการทานอาหาร
เน้นการทานพืชผักผลไม้ให้มาก และทานเป็นประจำ
ควรทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คืออาหาร หวาน มัน และเค็ม โดยเฉพาะเค็มจัด เนี่ยต้องงดเลยค่ะ

การดูแลสุขภาพ
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (อันนี้พ่อทำได้แล้ว)
งดการสูบบุหรี่ (อันนี้พ่อบอกว่าให้ตายดีกว่าเลิกบุหรี่ เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน)

การออกกำลังกาย
พ่อไม่ยอมออกกำลังกายเลย หมอบอกว่าการออกกำลังกายจะทำให้การควบคุมเบาหวานง่ายขึ้น และทำให้น้ำหนักลด และหมอแนะนำเพิ่มว่า สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายให้เริ่มทีละน้อย เช่น การเดินไปมาในตอนเช้า การใช้บันไดแทนลิฟม์ การทำสวนปลูกผัก ทำกิจกรรมเล็กๆน้อยให้ได้ออกกำลังกายทุกวัน ขยับแขนขาบ่อยๆ หรือจะไปเดินเล่นตามสวนสุขภาพก็จะดีเพราะจะได้มีเพื่อนๆ และมีกิจกรรมและเครื่องเล่นต่างๆ ให้เลือก หรือจะเต้นรำ ก็จะทำให้พ่อรู้สึกสนุกสนานก็จะทำให้ใจจิตใจเบิกบานด้วย

การดูแลผิวหนัง
หมอบอกว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่ผิวหนัง เช่นอาการคัน ผิวอักเสบ การติดเชื้อ ฝี หนอง แผลหายยาก จึงควรดูแลผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ รักษาผิวหนังให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
หมอบอกว่า เวลาอาบน้ำเสร็จควรเช็ดตัวให้แห้งและโรยแป้งตามขาหนีบและรักแร้ จะได้ไม่เกิดความอับชื้น
หลีกเลี่ยงการเกาหรือขีดข่วน ถ้าคันก็เอามือลูบๆไปมา ถ้าเกาหมอบอกว่ามันจะเป็นแผล มันจะหายยาก
ไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนเกินไป ไม่ควรแช่น้ำฟองสบู่เพราะจะทำให้ผิวแห้งมาก
เวลาเป็นแผลสดให้ใช้น้ำเกลือสะอาดทำแผล ห้ามใช้แอลกอฮอล์ ยาแดง ไอโอดีนทำแผลเพราะจะระคายเคืองแผล และปิดแผลด้วยผ้าทำแผลที่สะอาด

 

อันนี้คือการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่ทำเองได้ที่บ้าน ส่วนการรักษาเป็นหน้าที่ของหมอ ส่วนคนไข้มีหน้าที่ทำตามคำแนะนำของหมอ ทานยาให้ตรงเวลา และมาหาหมอตามนัดเพื่อตรวจดูอาการและปรับลดการใช้ยาถ้าอาการดีขึ้น

กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าๆ เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ทำให้เรารู้ว่า การที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ความดัน คนในบ้านมีส่วนสำคัญในการดูแลมากๆ ทั้งในเรื่องการกิน การใช้ชีวิต คนที่เป็นโรคเบาหวานเขาจะมากินอาหารทุกอย่างเหมือนเราก็คงเป็นไปอยาก เพราะต้องระวังเรื่องสุขภาพ และยิ่งพ่อแก่แล้ว การออกกำลังกาย ก็ลำบากมากๆเลย

เราก็เลยมาคิดว่า เราจะเปลี่ยนโรงพยาบาล เลือกโรงพยาบาลดีดี มีหมอเก่งเฉพาะทาง ดูแลรักษาคนที่เป็นเบาหวานและมีเครื่องไม้เครื่องมือทีทันสมัยจะดีกว่า แต่หวังว่าการเปลี่ยนโรงพยาบาลครั้งนี้ จะไม่ไปเจอเจ้าหน้าที่หน้าบึ้ง นางพยาบาลตะคอกใส่อีกนะ แหม๋!!! นึกแล้วยังมีโมโห โพสแฉในโลกโซเชียลดีไหม้เนี่ย แต่นึกๆไปอีกที นางอาจจะง่วงนอนก็ได้ คราวนี้ให้อภัยไว้ก่อน แต่ถ้ามีครั้งหน้าไม่แน่ หึ หึ หึ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน life-health คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *