| มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันจริงๆในสหรัฐอเมริกา |
|
|
|
| เขียนโดย พงศ์เทพ เทพกาญจนา |
| วันเสาร์ที่ 02 พฤษภาคม 2009 เวลา 13:44 น. |
|
ประวัติศาสตร์อเมริกันและประวัติศาสตร์โลกไม่อาจไม่จารึกว่าในวันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ.2552 ถือเป็นการก้าวกระโดดของอุดมการณ์แห่งความเท่าเทียมกันและเสมอภาคของมนุษย์ เมื่อนายบารัค ฮุสเซน โอบามา ลูกครึ่งอเมริกันและเคนยาประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกาสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ใครจะคาดคิดล่วงหน้าได้ว่าเพียงไม่ถึง 50 ปี หลังจากการชุมนุมครั้งใหญ่ของผู้คนหลายแสนคนที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เพื่อเรียกร้องการมีงานทำและเสรีภาพสำหรับคนผิวสี ( March to Washington ) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2506 ซึ่ง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ที่จับใจเรื่องฉันมีความฝัน ( I have a dream ) คนผิวสีลูกครึ่งจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ประมุขของประเทศอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลกในยุคนี้ การเข้าสู่ตำแหน่งของประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ถือเป็นผลพวงของการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมและเสมอภาคของคนผิวสีในสหรัฐ แม้ในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐที่สภาคองเกรสเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2229 มีการยืนยันอุดมการณ์แห่งสิทธิและเสรีภาพของชาวอเมริกันว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน (all men are created equal) มนุษย์ทุกคนมีสิทธิซึ่งไม่อาจถูกพรากไปได้ในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข ( they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness) ซึ่งอุดมการณ์แห่งความเท่าเทียมกันและเสมอภาคนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งผ่านการรับรองของที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 ในข้อ 1 ที่ระบุว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระเสรีและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ (All human beings are born free and equal in dignity and rights) แต่ในช่วงแรกที่สหรัฐได้รับเอกราชคนผิวสีโดยเฉพาะทาสที่ไปจากแอฟริกาไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับชาวอเมริกันทั่วไป เมื่อ พ.ศ. 2400 ในคดีเดรด สก็อต ( Dred Scott v. Sanford, 60 U.S. (19 How.) 393 (1857) ศาลสูงสุดสหรัฐพิพากษาว่าทาสและบุตรหลานไม่ถือเป็นชาวอเมริกันหรือบุคคลที่จะมีสิทธิต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หลังจากสงครามกลางเมืองในสหรัฐยุติลงมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 13 เพื่อเลิกทาส ใน พ.ศ. 2408 ต่อมาใน พ.ศ. 2411 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 14 รับรองสิทธิที่เท่าเทียมกันและให้ความคุ้มครองอย่างเสมอภาคแก่คนที่เกิดในสหรัฐและที่แปลงสัญชาติเป็นอเมริกันซึ่งรวมทั้งผู้เคยเป็นทาสทั้งหลาย หลังจากนั้นอีก 2 ปี ใน พ.ศ. 2413ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 15 เพื่อคุ้มครองไม่ให้ใช้เรื่องเชื้อชาติ สีผิว หรือความที่เคยเป็นทาสมาจำกัดสิทธิเลือกตั้ง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายครั้งเพื่อคุ้มครองคนผิวสียังไม่ได้ทำให้มีการกลมกลืนระหว่างคนผิวสีต่างกันและไม่มีการแบ่งแยกเพราะสีผิวอย่างแท้จริง ในช่วง พ.ศ. 2439 – 2497 ศาลสูงสุดสหรัฐใช้หลักเกณฑ์ที่เรียกว่า แบ่งแยกแต่เท่าเทียม (separate but equal) มาตัดสิน คือถ้าเท่าเทียมแม้จะแบ่งแยกก็ทำได้ แต่ถ้าแบ่งแยกแล้วเกิดความไม่เท่าเทียมกัน เช่น ไม่ให้คนดำเข้าเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยในรัฐหนึ่ง โดยที่ไม่มีมหาวิทยาลัยที่สอนกฎหมายแก่คนดำในรัฐนั้นเลย อย่างนี้ถือว่าไม่เท่าเทียมกัน ผลจากหลักเกณฑ์นี้ทำให้ยังมีการแบ่งแยกระหว่างคนขาวและคนผิวอื่นในหลายๆเรื่อง เช่น มีโรงเรียนเฉพาะคนขาว โรงเรียนสำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนขาว ตู้รถไฟซึ่งแยกเป็นตู้เฉพาะคนขาวและตู้เฉพาะคนผิวอื่น เป็นต้น การแบ่งแยกบนพื้นฐานของเชื้อชาติและสีผิวนี้ทยอยหมดไปตั้งแต่ พ.ศ. 2497 เริ่มโดยคดีที่ศาลสูงสุดสหรัฐไม่ให้แบ่งแยกในด้านการศึกษา ตามมาด้วยคดีที่ตัดสินเกี่ยวกับสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น รถประจำทาง ชายหาด สวนสาธารณะ สนามกีฬา และร้านอาหาร คนผิวสีรวมทั้งคนผิวขาวที่ยึดมั่นในความเสมอภาคของมนุษย์ได้ต่อสู้ยาวนานเพื่อขจัดการแบ่งแยกบนพื้นฐานของเชื้อชาติหรือสีผิวในสหรัฐ จนในทางกฎหมายการแบ่งแยกนั้นหมดไป ทว่าในทัศนคติของผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีการแบ่งแยกเช่นนั้นหรือไม่คงไม่มีข้อมูลใดที่จะยืนยันได้หนักแน่นเท่ากับการที่นายบารัค โอบามา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ในขณะที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชมและยินดีต่อความสำเร็จของนายบารัค โอบามา และแน่นอนด้วยความนับถือต่อ อุดมการณ์และจิตวิญญาณของสังคมอเมริกันที่ให้โอกาสมนุษย์ที่จะประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับให้รับผิดชอบภารกิจที่สำคัญที่สุดของสหรัฐและของโลก ด้วยความสามารถและการทำงานอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าเขาจะเกิดมาอย่างไร ผิวสีใด เทือกเถาเหล่ากอเป็นอย่างไร ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น แต่ละคนจะประสบความสำเร็จเท่าใดขึ้นอยู่กับตัวเอง โดยแต่ละคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการไขว่คว้าหาความสำเร็จนั้น ผู้คนในบางประเทศคงอดที่จะกลับมาคิดถึงตนเองและคนในประเทศตนเองไม่ได้ว่า ทำไมคนในประเทศตนจึงไม่ได้รับโอกาสอย่างคนในสหรัฐ ไม่ได้รับโอกาสเต็มที่ที่จะประสบความสำเร็จด้วยความสามารถและการทำงานอย่างทุ่มเท ไม่ได้รับโอกาสอย่างเต็มที่แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือว่า ทำไมคนในประเทศตนไม่ได้รับโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะเลือกให้ผู้ใดมารับผิดชอบในการนำประเทศเพื่อประโยชน์ของคนทั้งหลาย ไม่ต้องไปน้อยใจเมื่อเห็นตัวอย่างของสหรัฐ แต่ควรมีกำลังใจที่ได้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของมนุษย์ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องย่อมประสบผลสำเร็จ ขอแต่เพียงให้ยืนหยัด อดทน และต่อสู้อย่างแน่วแน่ โดยเฉพาะการต่อสู้ใดที่ทำเพื่อประชาชน เพราะไม่ว่าในประเทศใดๆในโลกยุคนี้ประชาชนสำคัญที่สุดครับ พงศ์เทพ เทพกาญจนา |


