ขนมไทยมีอะไรมากกว่าของทานเล่น

              

                ขึ้นชื่อว่าขนมแล้วน้อยคนนักจะไม่ชอบ โดยแต่ละประเทศก็มีขนมที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงรสชาติอันต่างกันออกไป ในประเทศไทยก็มีเมนูขนมมากมายถ่ายทอดตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ลูกชุบ เป็นต้น

จุดเด่นที่น่าสนใจของขนมไทยนอกจากรสชาติก็คือรูปลักษณ์ที่สวยงาม มีการตกแต่งอย่างประณีตการทำต้องใช้ความอุตสาหะเพราะแต่ก่อนไม่ได้มีเตาไฟฟ้าคอยอำนวยความสะดวกอย่างทุกวันนี้ ขนมไทยจึงเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี

ประวัติของขนมไทยนั้นถ้าจะให้ย้อนกลับไปยังต้นกำเนิดจริง ๆ คงจะไม่แน่ชัด เพราะประเทศไทยแต่เดิมก็มีชนชาติหลากหลายเข้ามาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมนำวัฒนธรรมหรืออาหารการกินที่หลากหลายเข้ามาหล่อหลอมเป็นเอกลักษณ์

ซึ่งหลักฐานในเรื่องขนมไทยที่เก่ามากที่สุดก็คือการปรากฏขนมต้มในเรื่องไตรภูมิพระร่วงซึ่งเป็นวรรณคดีไทยในสมัยสุโขทัย โดยในสมัยนั้นก็ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย จีน หรือประเทศในแถบ ยุโรป จึงสันนิษฐานได้ว่าวัฒนธรรมและอาหารต่าง ๆ ได้ถูกแลกเปลี่ยนดัดแปลงมาสู่คนไทยเป็นอย่างมาก

เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีก็ได้มีหลักฐานเกี่ยวกับความสำคัญและความนิยมของขนมไทยมากยิ่งขึ้น เช่นมีการบอกเล่าถึงตลาดที่มีการขายขนมเป็นหลักอย่าง ย่านป่าขนม ไปจนถึงการพบเจอหม้อและเตาขนาดต่าง ๆ สำหรับทำขนมที่ทำขึ้นในสมัยนั้นโดยเฉพาะและได้พัฒนามาเป็นเตาไฟฟ้าถึงทุกวันนี้

และขนมไทยที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ก็เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยผู้คิดค้นนั้นความจริงแล้วไม่ใช่คนไทยแต่มีชื่อว่า มารี กีมาร์ หรือที่คนไทยคุ้นหูกันในชื่อ ท้าวทองกีบม้า นั่นเอง บุคคลสำคัญท่านนี้มีเชื้อชาติโปรตุเกสและเข้ามารับราชการในประเทศไทย

ท่านมีความรู้ความสามารถในด้านการทำอาหารและทำขนมมาก จนสามารถนำวิธีการทำขนมแบบชาวโปรตุเกสซึ่งมีการใช้ไข่ไก่ทั้งไข่แดงและไข่ขาวเป็นวัตถุดิบหลักมารวมกับวัตถุดิบที่นิยมอยู่แล้วในประเทศไทย ที่ขาดไม่ได้เลยคือใช้ความประดิษฐ์ประดอยรังสรรค์ออกมาเป็นขนมไทยสอนให้ชาววังทำกันอย่างแพร่หลาย จนส่งต่อออกมาถึงชาวบ้านภายนอกและสืบทอดมาถึงปัจจุบันในยุคที่มีเตาไฟฟ้าใช้กันเป็นธรรมดา อย่างเช่น ขนมฝอยทอง ขนมทองหยิบ ทองหยอด ขนมหม้อแกง ขนมไข่เต่า ขนมทองโปร่ง ขนมสำปันนี ขนมทองพลุ เป็นต้น

ในสมัยนั้นขนมไทยไม่ใช่ใช้เพียงเพื่อทานในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังนำไปใช้เพื่อประกอบงานพิธีมงคลต่าง ๆ ทั้งถวายพระสงฆ์ที่มาสวดให้พร รวมถึงทำแจกแขกที่มาในงาน ทั้งงานบวช, งานแต่งงาน, งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือจะมีการตีความจากลักษณะของขนมต่าง ๆ ให้แทนคำอวยพรอันเป็นศิริมงคล เช่น ใครจะได้เลื่อนตำแหน่งยศฐาบันดาศักดิ์ก็ให้เป็นขนมชั้นที่เป็นขั้นสูงขึ้นไป หรือถ้าอยากให้ใครมีชีวิตรุ่งเรืองก็ให้ขนมถ้วยฟู  หรือ ขนมฝอยทองแทนความรักที่ยืนยาว เป็นต้น

ความเฟื่องฟูของขนมไทยยังคงมีอยู่เรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในการปกครองของ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จากจดหมายเหตุที่เขียนโดย กรมหลวงนรินทรเทวี ถึงงานสมโภชพระแก้วมรกตรวมถึงการทำบุญครั้งใหญ่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ว่ามีการถวายอาหารแด่พระสงฆ์จำนวน 2,000 รูป รวมถึงขนมไทยอย่าง ขนมตะไล, ขนมฝอย, ขนมไส้ไก่, ข้าวเหนียวแก้ว, สังขยา, ขนมผิง, กล้วยฉาบ, ล่าเตียง, หรุ่ม และ ขนมฝอยทอง

จนถึงในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตีพิมพ์หนังสือตำราอาหารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชื่อแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งขนมไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันและถือว่าเป็นต้นแบบสำคัญให้คนรุ่นใหม่ที่มีเตาไฟฟ้าอยู่ประจำบ้านได้สืบสานการทำขนมไทยต่อมา

จะเห็นได้ว่าขนมไทยที่เรามีโอกาสได้ทานกันเป็นประจำนั้นหากย้อนไปศึกษาก็จะได้พบถึงเรื่องราวที่น่ารู้มากมายทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันมีค่า ดังนั้นอย่ามองข้ามเรื่องใกล้ ๆ ตัวคุณนะครับ

0 thoughts on “ขนมไทยมีอะไรมากกว่าของทานเล่น”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *